สายลมที่หวังดี

MV ที่ตั้งใจทำเพื่อมอบให้คนที่เรารัก ชอบเพลงนี้จังคะ

Leave a comment »

คู่มือซ่อมบ้านหลังน้ำท่วม

คู่มือซ่อมบ้านหลังน้ำท่วม

ได้รับข้อมูลนี้มาทาง forward mail จากเพื่อนเลยเอามาpost ในwordpress ส่วนตัวนี้ไว้เป็นประโยชน์ในหมู่เพื่อนฝูงที่กำลังทุกข์ใจ เผื่อไว้สำหรับกรณีที่บ้านใคร น้ำท่วม แล้วมองหาข้อมูลความรู้ในการซ่อมบ้านหลังน้ำท่วมคะ ขอบคุณเจ้าของเรื่อง และแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งหมดด้วยค่ะ

1. ตรวจสอบระบบไฟฟ้าหลังน้ำท่วม

ขณะน้ำท่วมทุกบ้านคงจะปิดวงจรไฟฟ้าหรือคัทเอ้าท์ทั่วทั้งบ้านทำ ให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าเดินในระบบ ซึ่งลดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัย และแก้ปัญหาจากไฟฟ้าลัดวงจรได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อน้ำลดลงควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านของท่านดังนี้ครับ
• เปิด คัทเอ้าท์ให้มีกระแสไฟฟ้าเข้ามา ถ้าปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งในระบบยังเปียกชื้นอยู่ คัทเอ้าท์จะตัดไฟและฟิวส์จะขาดให้เปลี่ยนฟิวส์แล้วทิ้งไว้ 1 วันให้ความชื้นระเหยออกไปแล้วลองทำใหม่ หากยังเป็นเหมือนเดิมคงต้องตามช่างไฟมาแก้ไขดีกว่าเสี่ยงชีวิตครับ
• เมื่อ ทดสอบผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว ลองทดสอบเปิดไฟฟ้าทีละจุดและทดสอบกระแสไฟฟ้าในปลั๊กว่ามาปกติหรือไม่ด้วย ไขควงทดสอบไฟ หากทุกจุดทำงานได้ก็สบายใจได้ หากมีปัญหาอยู่ต้องรอให้ความชื้นระเหยออกก่อน ถ้ายังมีปัญหาก็คงต้องตามช่างมาแก้ไขหรือเปลี่ยนปลั๊ก/ สวิช์เหล่านั้นครับ
• ลองดับไฟทุกจุดในบ้าน ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทั้งหมด แต่ยังเปิดคัทเอ้าท์ไว้แล้งววิ่งไปดูมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้านว่าหมุนหรือไม่ หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านเราไม่น่าจะรั่ว แต่ถ้ามิเตอร์หมุนแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านท่านอาจจะรั่วได้ ให้รีบตามช่างไฟมาดูแลโดยเร็วครับ
• หาก พอมีงบประมาณสำหรับปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าในบ้านของท่าน แนะนำให้ตัดปลั๊กไฟในระดับต่ำๆ ในบ้านชั้นล่างออกให้หมด (ถ้าคิดว่าน้ำท่วมอีกแน่ๆ ) แล้วปรับตำแหน่งปลั๊กไฟไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1.10 เมตร หลังจากนั้นควรแยกวงจรไฟฟ้าออกเป็น 2-3 วงจร คือ 1. วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นล่าง (ที่น้ำอาจท่วมถึง) 2. วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นบนขึ้นไป (ที่น้ำท่วมไม่ถึง) 3. วงจรสำหรับเครื่องปรับอากาศ การกระทำดังกล่าวจะทำให้ท่านควบคุมการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าในบ้านได้อย่างอิสระ และง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษาครับ
2. ตรวจสอบระบบประปาหลังน้ำท่วม
เป็นอีกระบบที่มีความสำคัญเพราะเกี่ยวกับสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย มีแนวทางตรวจสอบระบบประปาในบ้านหลังน้ำท่วมดังนี้ครับ
• ถ้ามีบ่อเก็บน้ำใต้ดิน หรือถังเก็บน้ำในระดับน้ำท่วมถึง พึงระลึกเสมอว่าน้ำที่ท่วมเป็นน้ำสกปรกเสมอ ดังนั้นควรล้างทำความสะอาดถังน้ำ และบ่อน้ำให้สะอาดเพื่อความปลอดภัยของท่านและสมาชิกในบ้าน โดยไม่เสียดายน้ำ แล้วจึงปล่อยน้ำประปาใหม่ลงเก็บไว้ใช้งานอีกครั้งหนึ่งครับ
• บ้านที่มีระบบปั๊มน้ำควรตรวจสอบอุปกรณ์ปั๊มน้ำ และถังอัดความดันว่าใช้งานได้เหมือนเดิมหรือไม่ โดยพิจารณาเสียงเครื่องทำงาน ดูแรงดันน้ำในท่อว่าแรงเหมือนเดิม (ก่อนน้ำท่วม) หรือไม่ หลังจากนั้นตรวจสอบดูว่าถังอัดความดันทำความดันได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่
• หากมีความผิดปกติควรตรวจสอบด้วยการแกะ แงะ ไข ว่ามีเศษผง สิ่งสกปรกเข้าไปอุดตัน กีดขวางการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้หรือไม่หาก ปั๊มน้ำที่บ้านท่านถูกน้ำท่วม ให้เดาไว้ก่อนว่าน่าจะเสียหายและหากใช้งานต่อไปเลยอาจเกิดอันตรายจากความ ชื้นในมอเตอร์ได้ ควรเรียกหาช่างมาทำให้แห้งเสียก่อนตามกรรมวิธีทางเทคนิค (ที่ไม่ใช่นำไปตากแดดแบบเนื้อเค็ม) เพื่อลดความเสี่ยงจากเพลิงไหม้ในตัวมอเตอร์ได้ครับ
3. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าหลังน้ำท่วม

อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้แก่เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า มอเตอร์ และอาจรวมไปถึงรถยนต์ก็ได้ เป็นเครื่องจักรกลที่เราท่านไม่น่าประมาท หรือหาทางแก้ไขซ่อมแซมเอง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าเพิ่งใช้เด็ดขาด เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้เมื่อโดนน้ำท่วม ก็แสดงว่าน้ำไหลเข้าไปในเครื่องเรียบร้อยแล้ว เราไม่มีทางรู้เลยว่าเจ้าอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้จะป่วยไข้ เสียหายแค่ไหน การนำไปตากแดดแล้วมาใช้งานต่อเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิตท่าน และอัคคีภัยในบ้านท่านมากจากการลัดวงจรของระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์เครื่องกลของ เครื่องเหล่านั้น แต่ถ้าหากจะยังใช้งานจริงๆ ก็มีข้อแนะนำดังนี้ครับคือ
• ตลอดเวลาที่ใช้ต้องมีคนอยู่ด้วยเสมอ เผื่อเวลาฉุกเฉินจะได้ปิดเครื่อง ดึงปลั๊กได้ทันที
• ที่ Cut out ไฟฟ้าหลักของบ้านท่าน ต้องมีฟิวส์คุณภาพติดตั้งเสมอ หากเกิดไฟฟ้าลัดวงจรเมื่อใด ต้องแน่ใจว่าวงจรไฟฟ้าจะถูกตัดออกทันที
• เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ ต้องรีบนำไปแก้ไขซ่อมแซมโดยช่างผู้รู้ทันทีครับ

4. ซ่อมพื้นไม้ปาเก้หลังน้ำท่วม

ถ้า พื้นบ้านของท่านเป็นไม้ปาเก้ แล้วถูกน้ำท่วมก็ต้องเข้าใจไว้นิดหน่อยนะครับว่า ปาเก้หรือไม้แผ่นชนิดนี้อยู่ได้ด้วยกาวติดกับพื้นคสล. จึงแพ้น้ำ(ท่วม)อย่างแรง เพราะไม้จะบวมน้ำและหลุดล่อนออกมาในที่สุดเป็นเรื่องธรรมดา บางทีหากน้ำท่วมเป็นเวลานานๆ ก็อาจเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์แถมมาให้อีกด้วยครับ มีวิธีตรวจสอบแก้ไขดังนี้ครับ
• หากปาเก้เปียกน้ำเล็กน้อยไม่ถึงกับหลุดล่อนออกมา แค่เช็ดทำความสะอาดแล้วเปิดประตู หน้าต่างปล่อยให้แห้งโดยให้อากาศถ่ายเทความชื้นออกไป ปาเก้จะเป็ฯปกติได้ไม่ยาก แต่ระวังว่าเมื่อปาเก้ยังชื้นอยู่ไม่ควรเอาสารทาทับหน้าไปทาทับ เนื่องจากจะไปเคลือบผิวไม่ให้ความชื้นในเนื้อไม้ระเหยออกมา
• หากปาเก้มีอาการบิดงอ ปูดโปน เบี้ยวบูด กรุณาเลาะออกมาทันทีครับ และหากยังอยู่ในสภาพดีก็ผึ่งลมให้แห้งอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้
• หากท่านจะซ่อมแซมพื้นใหม่ ด้วย การเอาวัสดุปูพื้นชนิดใหม่ที่คงทนถาวรทนน้ำได้มากกว่า เช่น กระเบื้อง หรือหินอ่อน แกรนิต เหล่านี้ ต้องระวังอย่างยิ่งเรื่องน้ำหนักวัสดุที่จะปูทับหน้าว่าโครงสร้างเดิมจะรับ น้ำหนักได้หรือไม่ ไม่ควรทำไปดื้อๆ เลยเพราะบ้านท่านอาจเสียหายได้ครับ
• หากรื้อหรือซ่อมแซมแล้ว ต้อง การปูปาเก้แบบเดิม หรือใช้วัสดุอื่นที่ใช้กาวเป้นตัวประสานเช่นกัน เช่น กระเบื้องยาง อย่าปูทับทันทีครับ ต้องรอให้พื้นคอนกรีตแห้งเสียก่อนแล้วจึงปูลงไปได้ ไม่เช่นนั้น ถึงน้ำไม่ท่วมรับรองว่าล่อนออกมาอีกแน่นอนครับ
5. ซ่อมผนังบ้านหลังน้ำท่วม
ผนังบ้านเรือนหากแช่น้ำไว้นานๆ ก็อาจมีการเสียหายไปบ้าง โดยเฉพาะพวกผนังสำเร็จรูปที่มีน้ำหนักเบาทั้งหลาย ลองมาดูวิธีแก้ไขกันครับ
• ผนังไม้ ปกติ ไม้จะไม่เสียหายเมื่ออยู่ใต้ระดับน้ำ แต่มักผุกร่อนในจุดที่มีน้ำขึ้น น้ำลง ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อน้ำลดให้เอาผ้าเช็ดทำความสะอาด ขจัดคราบสกปรกออกเพื่อสุขภาพคนในบ้าน เพื่อให้ผิวไม้ระเหยความชื้นออกไปได้ เมื่อแน่ใจว่าผนังแห้งดี แล้วให้ใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ทาชะโลมลงที่ผิว (ต้องแน่ใจว่าแห้งแล้วจริงๆ มิฉะนั้นอาจเกิดการเน่าได้เนื่องจากความชื้นระเหยไม่ออก) การทาสีหรือยารักษาเนื้อไม้อาจทำภายในก่อนก็ได้เพื่อความสวยงามในการอยู่ อาศัย แล้วรออีกสักพัก (3-4 เดือน) จึงทาภายนอกอีกทีเพราะผนังภายนอกน่าจะแห้งสนิทดีแล้ว
• ผนังก่ออิฐฉาบปูน ให้ ดำเนินการเหมือนกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งระยะเวลานานกว่าเนื่องจากผนังอิฐจะมีมวลสารและการเก็บกักความ ชื้นในตัววัสดุได้มากกว่าไม้ จึงต้องใช้เวลาระเหยความชื้นออกไปนานกว่า
นอก จากนี้หากผนังปูนเหล่านี้มีสายไฟฟ้า ท่อไฟฟ้า ท่อน้ำฝังหรือเดินลอยไว้ก็ต้องใช้วิธีเดียวกับเนื้อหาตอนที่แล้ว ตรวจสอบระบบของอุปกรณ์เหล่านั้นให้อยู่ในสภาพเดิมไปพร้อมกันด้วยครับ
• ผนังยิบซั่มบอร์ด เนื่องจากวัสดุชนิดนี้เป็นแผ่นผงปูนยิบซั่มที่หุ้มด้วยกระดาษอย่างดี แต่ไม่ว่าจะดีเพียงใดเมื่อเจอกับน้ำ(ท่วม) แล้วก็คงไม่น่าจะมีชีวิตต่อไปได้ ดังนั้นให้แก้ไขโดยเลาะเอาแผ่นชนิดนี้ที่โดนน้ำท่วมออกจากโครงเคร่าแล้วค่อย หาแผ่นใหม่มาติด ยาแนว ทาสีทับใหม่ก็เรียบร้อยใช้งานได้เหมือนเดิมครับ พึงระวังเล็กน้อยสำหรับโครงเคร่าผนังที่เป็นไม้ ต้องรอให้ความชื้นในโครงเคร่าระเหยออกไป หรือให้ไม้แห้งเสียก่อนจึงติดผนังเข้าไปใหม่ แต่ถ้าเป็นโครงเคร่าโลหะแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันคงไม่มีปัญหาค่รับ
• ผนังโลหะ/กระจก วัสดุเหล่านี้โดยตัวเนื้องวัสดุคงไม่มีความเสียหาย เพียงแค่ทำความสะอาดขัดถูก็จะสวยงามเหมือนเดิม แต่ควรระวังเรื่องรอยต่อว่ามีคราบน้ำ เศษผง สิ่งสกปรกติดฝังอยู่บ้างหรือไม่ หากมีก็ให้ทำความสะอาดเสียให้เรียบร้อย เนื่องจากคราบน้ำ ความสกปรกอาจทำให้วัสดุยาแนวเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด
6. การซ่อมวอลล์เปเปอร์หลังน้ำท่วม
เมื่อน้ำท่วมบ้านที่มีผนังบุด้วย วอลล์เปเปอร์ มีวิธีแก้ไขและซ่อมแซม ดังนี้ วอลล์เปเปอร์จะมีลักษณะคล้ายสี ถ้าโดนความชื้นมากๆ จะลอกหรือร่อน การแก้ไขก็โดยการลอกออกให้หมด เพื่อให้ผนังที่ชื้นสามารถระเหยออกมาได้ โดยรอให้ผนังแห้งจริงๆ ทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วจึงปิด วอลล์เปเปอร์ทับลงไป อาจจะปิดเองถ้าทำได้ หรือตามช่างมา ก็ได้ ถ้าส่วนไหนขึ้นราหรือเป็นคราบเช็ดไม่ออก ก็สามารถเปลี่ยนแผ่นใหม่ โดยเลือกให้มีลวดลายเหมือนเดิม ก็จะได้ผนังสวยงามเหมือนก่อนน้ำท่วม

7. การซ่อมแซมฝ้าเพดานบ้านหลังน้ำท่วม
การซ่อมแซมฝ้าเพดาน จะมีลักษณะคล้ายๆ การซ่อมผนังและพื้นปนกัน มีวิธีการแก้ไขคือ ถ้าเป็นฝ้าเพดานยิปซั่มบอร์ด หรือกระดาษอัด ถ้าเปื่อยยุ่ยมากเพราะอมน้ำ ก็ควรเลาะ ออกแล้วจึงเปลี่ยนแผ่นใหม่เลย ทิ้งไว้ให้ทั้งหมดแห้งสนิทจริงๆ แล้วจึงทาสีทับ
• ถ้าเป็นฝ้าโลหะ ให้เช็ดทำความสะอาดให้แห้ง ถ้าเป็นสนิม ก็ใช้กระดาษทรายขัดออกให้เรียบร้อย แล้วจึงทาสีทับเข้าไปใหม่
• ระบบสายไฟส่วนใหญ่ จะเดินในฝ้าเวลาเปิดฝ้าเข้าไปต้องตรวจดูว่าความเรียบร้อยว่า มีส่วนใดชำรุดหรือเปล่าด้วย
• ถ้าโครงฝ้าเพดานที่เป็นไม้ เกิดการแอ่นหรือทรุดตัว ต้องแก้ไขให้ได้ระดับก่อนการติดตั้งแผ่นฝ้าใหม่
8. การซ่อมแซมประตู หลังน้ำท่วม
ประตูต่างๆ เมื่อถูกน้ำแช่อยู่นานๆ ก็จะบวมขึ้น หรือไม่ก็จะเกิดเป็นสนิม มีวิธีแก้ไขคือ
• ประตูไม้ เมื่อโดนแช่น้ำก็จะบวมและผุพัง มีวิธีแก้ก็โดยทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วซ่อมแซมส่วนที่ผุให้เรียบร้อยแล้วจึงทาสีใหม่ แต่ถ้าผุมาก ก็ควรจะเปลี่ยนเลย
• ประตูเหล็กที่ขึ้นสนิม ก็ใช้กระดาษทรายขัดสนิมออกให้หมด เช็ดให้สะอาดแล้วจึงทาสีใหม่ โดยอย่าลืมทาสีกันสนิมก่อน แต่อย่าลืมดูรอยต่อต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นท่อโครงเหล็กว่า มีน้ำหลงเหลืออยู่เหลือเปล่า ต้องให้แห้งจริงๆ ก่อนจึงจะทาสีได้
• ประตูพลาสติก ส่วนใหญ่จะทนน้ำได้ แต่ให้ระวังอาการที่มีน้ำขังสกปรก ให้หาวิธีเช็ดซับน้ำออก หรือเจาะรูให้น้ำออก
ทีนี้เวลาที่ ประตูบวมน้ำ หรือมีน้ำขังข้างใน จะทำให้น้ำหนักมากและประตูเอียง จากบานพับรับน้ำหนักไม่ไหว หาลิ่มมายันไว้ก่อนให้ใกล้เคียงปกติ แล้วพยายามทำให้แห้งที่สุด จากนั้น ถ้ายังเอียงอยู่ จะไขน็อตเพิ่มหรือเปลี่ยนบานพับก็ตามสมควรครับ
9. การซ่อมแซม บานพับ ลูกบิด และรูกุญแจหลังน้ำท่วม
อุปกรณ์ต่างๆ เช่น บานพับ ลูกบิด และรูกุญแจ ทำด้วยโลหะ เมื่อโดนน้ำท่วมย่อมมี ปัญหาตามมา มีวิธีแก้ไข คือ
• เช็ดให้แห้งสนิท ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด ใช้พวกน้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อและรูต่างๆ ให้ทั่ว
• อย่าใช้จาระบี หรือพวกขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้ จะทำให้ฝังอยู่ข้างใน และจะเป็นปัญหาในภายหลัง
• ถ้ายังใช้การไม่ได้ ก็ลองทำตามวิธีที่ว่านี้หลายๆ ครั้ง ถ้ายังมีปัญหา ก็ควรจะต้องถอดออก แล้วซื้อมาเปลี่ยนใหม่
10. ซ่อมแซมสีทาบ้านหลังน้ำท่วม
การ ซ่อมแซมสีทาบ้านทั้งภายนอกและภายใน ควรเป็นสิ่งสุดท้ายในการแก้ไขปรับปรุงบ้าน เพราะเป็นเรื่องของเวลาที่ต้องปล่อยทิ้งให้ความชื้นหรือน้ำในตัววัสดุ ระเหยออกไปให้ได้มากที่สุดครับ มิฉะนั้นท่านทาสีทับไปดีอย่างไร ก็จะเกิดอาการหลุดล่อนในที่สุดครับ
• ข้อควรคิดสำหรับการซ่อมแซมสี คือ ปัญหาสีลอก สีล่อนไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสีแต่เกิดจากความไม่พร้อมของพื้นผิวที่ทาสี หากพื้นผิวที่ทาสีมีความชื้นหรือสิ่งสกปรกติดอยู่ทาสีทับอย่างไรสีก็จะ ล่อนออกมาอยู่ดีครับ
• ข้อพึงกระทำเวลาซ่อมสี คืออย่างเพิ่งรีบทาสี ให้ทำความสะอาดลอกสีเดิมทิ้งออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เฉพาะที่มีปัญหานะครับ) แล้วทิ้งไว้นานๆ หลายๆ เดือนอาจรอจนถึงหน้าร้อนปีหน้าแล้วค่อยทาสีตามกรรมวิธีของผู้ผลิตก็ไม่สาย
11. การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์หลังน้ำท่วม

การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ก็คล้ายๆ กับการซ่อมแซมพวกประตู หน้าต่าง พื้น หรือฝ้า เพดาน มีวิธีดังนี้

• พยายามเอาความชื้นออกจากเฟอร์นิเจอร์ให้มากที่สุด
• พวกประเภทที่บุด้วยนุ่นหรือฟองน้ำ ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนเลย เพราะน้ำจะพาเอาเชื้อโรคมาติดอยู่ ถึงจะตากแดดให้แห้ง เชื้อโรคก็ยังมีอยู่
• เฟอร์นิเจอร์ที่ติดกับที่ที่เรียกว่า Built in ต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง และสายไฟที่ฝังอยู่ในตู้ รวมถึงทำความสะอาดรูกุญแจและลูกบิด
• ส่วนเฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม่ควรนำไปตากแดด เพราะจะทำให้บิดงอได้ และถ้าจะทาสีใหม่ ควรรอให้แห้งสนิทก่อน มิฉะนั้นจะลอกได้
12. ทำความสะอาดพรมหลังน้ำท่วม
• ใช้สายยางฉีดน้ำแรงๆ เผื่อไล่สิ่งติดค้าง สิ่งสกปรกออกไป
• รีดน้ำที่ขังอยู่ในพรมออกไป โดยการใช้อุปกรณ์ที่กดรีดได้ หรือม้วนบีบ (อย่าบีบแรงเกิน เดี๋ยวเนื้อพรมจะรวน)
• ใช้ แชมพูสระผมเด็ก ทำความสะอาดพรมแล้วล้างออก จนกระทั่ง น้ำล้างใสสะอาด
• ผึ่งแดดให้แห้ง
13. ทำความสะอาดเตียงนอนหลังน้ำท่วม
เตียงนอน ถ้าจมน้ำละก้อ กลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวในการทำความสะอาดอย่างมาก แต่ถ้าคุณอยากจะนำมันกลับมาใช้ต้องพยายามกันหน่อย
• ตากแดดให้แห้ง โดยพลิกคว่ำไว้ ตีแรงๆหลายๆครั้ง (ไล่น้ำ ไล่ฝุ่นออก)
• ทำความสะอาดขจัดคราบเปื้อนต่างๆ ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วผึ่งแดดอีกครั้ง
• ฉีดสเปรย์ดับกลิ่น แล้วใช้ผ้าปูรองนอน
14. ขจัดความชื้นในบ้านหลังน้ำท่วมให้ได้มากที่สุด
ข้อสุดท้าย อย่าลืมนะครับว่า หัวใจของการซ่อมบ้าน ดูแลบ้าน ส่วนหนึ่งคือ การขจัดความชื้นออกจากบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ และส่วนประกอบต่างๆของบ้าน โดยเร็ว เพราะยิ่งชื้อนานก็จะเป็นแหล่งเพาะเชื้อ และรา ได้
• เปิดหน้าต่าง ประตูระบายและถ่ายเทอากาศให้ได้มากที่สุด
• ตู้ที่เปียกก็เปิดทิ้งไว้ ให้ระบายความชื้นเช่นกัน
• ใช้พัดลม เปิดแอร์ (โหมดพัดลม)ก็ได้ จะเป็นการระบายความชื้นได้ครับ
• ใช้สารดูดความชื้น (แบบเดียวกับที่มาใน ห่อขนม ห่อสาหร่าย หรือกล่องรองเท้าน่ะครับ)
• ถ้าเร่งให้แห้งเร็ว ก็ใช้พวกไดร์เป่าผมกับส่วนที่ต้องการให้แห้งเร็ว
15. ขจัดเชื้อโรคเชื้อราหลังน้ำท่วม

• สำหรับพื้น เก้าอี้ เครื่องไม้เครื่องมือ เตาอบ ผนังบ้าน สามารถใช้น้ำยาประเภทล้างครัวเรือน ผนังห้องน้ำ (bleach) ได้ เพื่อขจัดเอาเชื้อโรค เชื้อราที่ฝังตัวออกไป
• สำหรับเสื้อผ้าที่จมน้ำท่วม ซักผ้าแล้วลวกน้ำร้อนด้วยเลย
• สำหรับจานชามช้อนให้ล้างด้วยน้ำยาล้างจานใหม่หมด
• ที่สำคัญระหว่างทำความสะอาดสิ่งของเหล่านั้น หลีกเลี่ยงการสัมผัสสูดดม (ทั้งเชื้อโรค และสารเคมีน้ำยาที่ใช้) ด้วยการใส่ถุงมือ และหน้ากาก

ขอขอบคุณเจ้าของเรื่อง (ขอโทษคะไม่ทราบชื่อคะ เพราะเป็เมล์ fw ต่อๆมา) และแหล่งข้อมูลทั้งหมดอีกครั้งนะคะ
เรียบเรียงบางส่วนโดย Mthai.com และนำเนื้อหาบางส่วนจากที่มาต่อไปนี้
สยามรัฐ ฉบับวันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
S’Decor: Asst.Prof.Ratchot Chompunich / Green AKU

http://www.asa.or.th/?q=node/104411

http://www.arch.ku.ac.th/2010/dean2.html

http://www.arch.ku.ac.th/2010/dean3.html

แปลจาก http://www.best604homes.com
แปลจาก “Repairing Your Flooded Home” by Redcross.org
แปลจาก “Flyer Get Rid of Mold” by Center of Disease Control and Prevention

“ร้อยพันปัญหาในงานก่อสร้าง” via Softbizplus.com
ภาพจาก http://www.best604homes.com, http://www.homesqu.com, http://www.abc.net.au

Leave a comment »

ฮวงจุ้ยประตูบ้าน

ช่วงนี้กะลังคิดจะซ่อมประตูบ้าน เลยหาข้อมูลฮวงจุ้ยมาเก็บไว้คะ ทำแล้วจะได้ไม่มีปัญหา จะได้สบายใจคะ  แต่ก่อนจะเข้าหัวข้อเรื่องประตูบ้าน ก้อเลยอยากเปิดประตูใจก่อนอะนะ คืออยากจะบอกเพื่อนคนนึงว่า ไม่ว่าเค้าจะเป็นยังไงเราก้อยังชอบเค้าอยู่ดีนะ I like you นะจ๊ะ คนดี wat..i likeyou

> เปิดประตูใจด้วย….ประตูบ้าน

สภาพ บานประตูที่ดี

ควรเปิดและปิดได้เต็มที่ หากทำไม่ได้เปลี่ยนเป็นบานเลื่อนจะดีกว่า
บานประตูเปิดได้ไม่ถึง 180 องศา อาจไปติดกับผนังหรือ ตู้ โต๊ะ เตียง การดำเนินชีวิตของคนที่ใช้ประตูนั้น ยังไม่ประสพความสำเร็จสมปรารถนาได้อะไรเพียงครึ่งๆ กลางๆ หากเปิดประตูแล้วไปกระแทกสิ่งใดนั้น จะทำให้เกิดขัดแย้ง สุขภาพไม่ดี หรือมีกรณีพิพาทถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกคำพูดส่อเสียด (ประตูคือปาก) ต้องแก้ไขติดโช๊คอัพ หรือยางกันกระแทก

บานพับ เปิด – ปิด

ควรดูแลอย่าให้เสียงดัง เอี๊ยด..อ๊าด ได้ยินแล้วรำคาญหงุดหงิด โดยเฉพาะใครที่อยู่เงียบๆ คนเดียว และขวัญอ่อน จะตกใจ หรือระแวงว่ามีอะไรผิดปกติ ทางสิ่งลี้ลับ อุ๊ยน่ากลัว?แต่ที่แน่ชัดคือ เป็นลางบอกเหตุ ถึงการติดขัดทางการติดต่อกระแสการเงินโชคลาภจะเริ่มลดถอย ต้องรีบหาน้ำมันมาหยอดเพื่อให้เสียงนั้นหายไป โดยเร็วที่สุด เมื่อเสียงดังมากขึ้นอาจลุกลามไปถึงการทะเลาะวิวาทบาดหมางใจกันด้วยเรื่องเล็กน้อย

กลอนประตู – หน้าต่าง

มีความสำคัญมาก ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ปิด – เปิด ได้สะดวก บานประตูไม่กระแทกใส่กลอนและกุญแจโดยง่าย นั้นถือว่าดีที่สุด

บ้านใดประตูเปิดปิด แล้วเกิดเสียงดังย่อมบอกได้ว่าจะมีการทะเลาะวิวาท ประตูเสีย เช่น แตกหัก ต้องรีบซ่อม มิฉะนั้นคนในบ้านมีอุบัติเหตุ หรือมีเหตุไปหาหมอฟัน เพราะประตูคือปาก

เคล็ดลับ
ควรแก้ไขนั้นเล็กๆ น้อยๆ แต่มีคุณค่าและนำมาซึ่ง ความมั่งคั่งร่ำรวยมีความสุข อยากให้ลองทำด้วยตัวเอง แล้วจะรู้และสัมผัสได้ว่าสิ่งเหล่านี้อย่ามองข้ามควรพินิจพิเคราะห์ไปเรื่อยๆ ต่อไปเห็นประตูหน้าต่างบ้านใคร บอกได้ทันทีและแม่นยำถึง 80 – 90%

“การทำซุ้ม หรือหลังคาตรงประตูนั้นบอกเหตุอะไรหลายอย่าง”

บ้านใดทำหลังคาประตูยื่นออกมานอกรั้วบ้านจนเกินไป ผู้อยู่อาศัยเป็นคนมีน้ำใจมีการแบ่งปันใจและทรัพย์สินการเงินให้ผู้อื่นเสมอ มักเป็นที่พอใจของคนรอบข้างความสัมพันธ์นี้อาจเลยเถิดกลายเป็นการปกป้องคุ้มครองตลอดไปก็มี

เมื่อเปิดประตูอย่าให้เจอบันไดอยู่ตรงหน้ายิ่งบันไดลงนั้น ถือว่าผิดหลัก ทำให้การเงินรั่วไหลควรระวังให้มาก บางตำราให้ถือว่าประตูอัปมงคลแก้ไขด้วย ต่อชานยื่นออกไปสู่บันได ประมาณ 3 ฟุต

ขอบคุณแหล่งที่มา

http://www.homedd.com/HomeddWeb/homedd/home_magazine/frontweb/horo_fengsui_13_01.jsp

อ. เพ็ญรัตน์ พัวพงษ์ไพโรจน์

ถนนหนทางสัญจรไปมาเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ไหลรวมถึงกระแสลมที่พุ่งตรงก่อให้เกิดความรุนแรงไม่สมดุลกับ ทางเข้า-ออก ประตูที่พุ่งพลังเข้าสู่บ้าน ทำให้บ้านรับกระแสที่ไม่สมดุลนั้นด้วย ฉะนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงมีประตูอยู่ตำแหน่งที่ถนนที่พุ่งตรงเข้ามา ซึ่งทุกตำราจะมีข้อห้ามตรงกันด้วยเหตุผลหลายประเด็น เช่น รถที่วิ่งอาจเสียหลักมาชนประตูบ้านเราก็ได้ก่อให้เกิด สุขภาพจิตไม่ปกติ

บ้านที่มีโรงรถยื่นออกมาขวางประตูหรือทางเดิน เข้า-ออก จะเดินเข้าบ้านต้องอ้อมโรงรถ บ่งบอกถึง ความก้าวหน้า ของผู้อยู่อาศัยจะพลอยติดขัด กว่าจะได้อะไรก็ต้องเหนื่อยยากกว่าคนอื่น อนาคตและความหวังดูเลื่อนลอยอ้อมค้อมหรือคับแคบทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจสับสนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ควรแก้ไข ติดตั้งดวงไฟที่มีลำแสงสาดส่องไปที่ประตูเพื่อให้เกิดพลังสมดุล ก่อให้เกิดกำลังใจจุดประกายทางเลือกของอนาคต หรือมีความหวังอะไรมากขึ้น ช่องทางการประกอบอาชีพราบรื่นกว่าเดิม

ประตูบ้านอยู่ทิศไหน สื่อนัยอย่างไร (คลิกที่ทิศ)


ผู้อาศัยจะมีกิจกรรมนอกบ้าน ช่วยเหลือคนอื่นเสมอ แก้ไขด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อปรับระดับให้ประตูและแนวรั้วสมดุลกัน หรือทำสวนหย่อมได้จะดีที่สุด


เหมาะกับผู้อยู่อาศัย ที่ประกอบอาชีพเดิมพันเป้าหมายของผลประโยชน์รายได้อยู่กับการเสี่ยง เปิดบ่อนการพนัน การกระทำที่เลี่ยงกฎหมายหมุนเงินได้คล่อง หรือเข้าไปคลุกคลีมีโชคจากบุคคลประเภทเจ้าของบ่อนไพ่ สนุกเกอร์ เจ้ามือหวย


(เปิดผิดทาง) ก่อให้เกิดพลังติดขัด ส่งผลถึงการแสวงผลประโยชน์ โชคลาภการเงินได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ อารมณ์และจิตใจจะไม่กล้าแสดงออกเต็มที่ ต้องแก้ไขด้วยการเปลี่ยนเป็นประตูเลื่อน หรือเปลี่ยนบานพับเสียใหม่ การใช้กระจกเงาติดที่ผนังเพื่อขยายพื้นที่ดูแล้วกว้างกว่าเดิม ติดโคมไฟส่องขึ้น แขวนระฆัง หรือกระดิ่งเพื่อให้เกิดเสียงเมื่อเวลา เปิด-ปิด นั้นเป็นวิธีกระจายพลังที่ติดขัดให้กลายเป็นดีได้เช่นกัน


หน้าบ้านมักจะมีอ่างน้ำ หรืออ่างเลี้ยงปลา น้ำตก น้ำพุ ควรให้อยู่ตำแหน่งซ้ายมือของประตู เพราะเป็นมุมของความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ (ไม้สายลม) ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองประกอบกิจการธุรกิจมีแต่ผลประโยชน์รายได้ เพราะแหล่งน้ำเป็นสัญลักษณ์ของธุรกิจความเจริญรุ่งเรือง อ่างน้ำ อ่างปลา น้ำพุ น้ำตก อยู่ทางขวามือของประตู มุมสมรส (แม่เฒ่า) ผู้อาศัยมักมีปัญหาทางชู้สาว สนุกสนานกับการสังคมเพลิดเพลินนอกบ้าน หรือมีปัญหารักใคร่กับคนชายคาเดียวกัน

วิธีแก้ไข ควรแก้ไขด้วยการติดน้ำหมุนให้น้ำนั้นหมุนเข้าตัวบ้าน วางก้อนหินไว้ 9 ก้อน ที่ก้นอ่างเพื่อถ่วงดุลหรือช่วยทางจิตใจได้บ้างในวิธีนี้ค่ะ

ไม่เป็นที่นิยมทั้งศาสตร์ของไทย และฮวงจุ้ย หมายถึง การรั่วไหล ทรัพย์สินหามาได้เก็บไม่อยู่ โอกาสมีมาก็มากไม่สามารถฉกฉวยผลประโยชน์ได้เท่าที่ต้องการ หรือถูกลักขโมย ถูกงัดแงะเสียทรัพย์สิน ประตูทั้งสองอยู่ใกล้กันมากเท่าไร สถานการณ์ก็จะรุนแรงมากขึ้น

วิธีแก้ไข แก้ไขด้วยการใช้ฉากกั้นประตูหลัง หรือใช้ตู้กั้นจะดีที่สุด

นอกจากนี้ หากทางเข้าประตูคับแคบ มีอาคารปิดบังหรือต้นไม้ปกคลุม มืดครึ้ม กระแสฮวงจุ้ยติดขัด หมายถึง การปิดกั้นโชคลาภ สุขภาพไม่ปกติ การขับถ่ายทางเดินอาหาร ระบบหายใจติดขัด สุขภาพจิตใจพลอยขุ่นมัว มีความวิตกกังวล ประกอบกิจการธุรกิจไม่ก้าวหน้าเท่าที่หวังไว้

วิธีแก้ไข แก้ด้วยการติดโคมไฟเพื่อให้สว่างขึ้นใช้กระจกเงาสะท้อนแสงข้างนอกเข้ามาสู่ประตูจะทำให้ดูโปร่งโล่ง หากมีต้นไม้ปกคลุมเกินไปต้องตัดออกเสียบ้าง อย่าปล่อยไว้ดูรุงรัง ลองทำดูซิคะ มองทีไรสดชื่นแจ่มใสกว่าที่ยังไม่ได้แก้ไขอะไรเลยค่ะ

ลูกบิดประตูที่เปิดแล้วไปชนกับประตูบานอื่น หมายถึง การขัดแย้งปีนเกลียว จ้องจับผิดของผู้อยู่ให้นำริบบิ้นสีแดงมาผูกไว้ หรือแขวนกระดิ่งก็ได้ วิธีแก้ไข วิธีที่ดีที่สุด ควรเปลี่ยนเป็นบานเลื่อน หรือเปลี่ยนบานพับเพื่อเวลาเปิดจะได้ไม่มาขบกันค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา
http://www.homedd.com/


โดย อ. เพ็ญรัตน์ พัวพงษ์ไพโรจน์


ลักษณะประตูที่ดี

เปิดแล้วต้องเห็นสิ่งที่เจริญตาเจริญใจ ไม่มีสิ่งปิดกั้น หรือหน้าประตูมีต้นไม้หรือเสาไฟขวางอยู่ ประตูบ้านร้านค้ามีความสำคัญเหมือนกันคือ ต้องอยู่ในสภาพไม่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอันดับแรก เรียกว่าประตูจะดูเลิศหรูวิจิตรเพียงใด บานพับ ล้อเลื่อนต้องมีความคล่องอย่าปล่อยให้ประตูถูกทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ หรือมีไว้เพื่อการ เข้า – ออก เท่านั้น โดยเฉพาะตัวบานประตูหากมีความเก่าผุพังต้องรีบซ่อมเวลาเปิดปิดลงกลอนได้สะดวกหรือไม่สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงสุขภาพ ความเป็นอยู่ของผู้อยู่อาศัย กระแสการงาน การเงิน ของบุคคลในบ้านได้ว่าดีหรือร้าย


เปิดประตู เจอต้นไม้ใหญ่ เสาใหญ่ เสาไฟฟ้า หรือตึกสูง มาบังสายตา เห็นทิวทัศน์ไม่เต็มที่         ควรแก้ไขด้วยการติดคำขวัญ เช่น มั่งมีศรีสุข หรืออักษรจีนคำที่เป็นมงคล หาซื้อได้ที่เยาวราชนำมาติดไว้เพื่อให้ต้นไม้หรือเสานั้นกลายเป็นป้ายอวยพรเมื่อเปิดประตูทุกครั้งที่ เข้า – ออก จะเห็นคำมงคลอยู่เสมอ

ประตูควรมีสัดส่วน รูปร่าง ที่สมดุลกับตัวอาคาร
บ้านใหญ่ประตูเล็กและ แคบการประกอบอาชีพจะได้มาแบบไม่เต็มที่ คือหาไม่พอใช้จะทำอะไรมักจะติดขัด หรือช่องทางธุรกิจติดต่ออะไรไม่กว้างไกล วิถีชีวิตทำมาหากินมีอยู่ในวงจำกัด ไม่มีทางขยับขยายกิจการใดๆ ได้ตามความคาดหวัง ควรแก้ไข ด้วยการติดกระจกเงาเพื่อขยายให้ประตูนั้นดูกว้างขึ้น

ประตูกว้างเกินพอดีกับตัวบ้าน ค่าใช้จ่ายมาก รั่วไหลทางการเงิน บุคคลในบ้านที่เป็นผู้ปกครอง เช่น พ่อ – แม่ เหน็ดเหนื่อยทำมาหาเงินได้มาต้องเสียไปกับเรื่องไม่จำเป็น บริหารเงินผิดหลักโชคลาภจะหลุดลอย หรือหลักทรัพย์เงินทองเก็บไว้ไม่อยู่ ทำให้หลักฐานฐานะไม่มั่นคง ได้มาก็จ่ายหมด

เคล็ดลับ หรือการแก้ไข

หาต้นไม้ใหญ่ตั้งไว้ใกล้ๆ แต่อย่าเบียดชิดประตู เพื่อเบรคความกว้าง หรือถ่วงดุลให้แลเห็นประตูนั้นดูแคบลง ต้นไม้ควรเป็นต้นไผ่เพราะต้นไผ่เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญงอกงามเร็ว ในกรณีที่ประตูเป็นกระจกใส ผ้าม่านเป็นตัวยืดหยุ่นได้ดีที่สุดการใช้ของหนักๆ เช่น โต๊ะ หรือตู้ตั้งไว้ใกล้ๆ กับประตูก็ควรระวังว่า ไปปิดบังประตูหรือบังโชคลาภหรือเปล่า และจุดแก้ไขนี้ไม่เกี่ยวกับประตูร้านค้า

แก้ไขเปิดประตูเจอเสา ด้วยป้ายติดคำขวัญแก้เคล็ด “มั่งมี ศรีสุข”

แก้ไขประตูกว้างเกินไป แก้ไขง่ายๆ ด้วยการนำกระถางต้นไม้มาวางขนาบข้าง

จำนวนประตูกับหน้าต่าง ต้องมีสัดส่วนพอดีกันด้วย

เช่น ประตูมี 3 หน้าต่าง 9 ให้ถือว่าประตูน้อยเกินไปควรจะมีประตู 3 หน้าต่าง 6 การดูสัดส่วนประตูหน้าต่าง ใช้เฉพาะภายในตัวอาคารหรือห้องนั้น ไม่เกี่ยวกับประตูรั้วหรือบ้านหลังอื่นในรั้วเดียวกัน

ประตู คือ ปากของ พ่อ – แม่ หรือผู้ใหญ่ในบ้าน
หน้าต่าง เปรียบเหมือน ปากของลูกหลานบริวาร


ประตูมากเกินไป ผู้ใหญ่ หรือ พ่อ – แม่ มีปัญหากัน ครอบครัวไม่อบอุ่น ลูกหลานอึดอัดต่อการปกครองของ พ่อ – แม่ พูดมาก เด็กๆ บริวารลูกหลานกดดันจิตใจ

หน้าต่างมากเกินไป ลูกหลานบริวารสร้างปัญหาพ่อแม่จะลำบากเพราะลูกไม่ทำมาหากิน หรือต้องคอยเลี้ยงดูเอาใจใส่ถึงแม้จะมีครอบครัวไปแล้วก็ตามข้อสำคัญคือ พึ่งลูกหลานไม่ได้ แล้วยังสร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย เป็นสาเหตุของสิ้นเปลืองเงินทองหรืออุปถัมภ์ค้ำชูไม่รู้จบสิ้น เสียเงินโดยไม่จำเป็น

เคล็ดลับ หรือการแก้ไข

ประตูมากเกินไป สัดส่วนที่พอดี คือ ประตู 1 หน้าต่าง 2 หากประตูมากกว่านี้ควรเพิ่มจำนวนหน้าต่างด้วยการติดกระจกเงา ติดภาพวิวเพื่อให้เห็นทิวทัศน์ แขวนระฆังแก้วที่หน้าต่างเพื่อให้การหมุนเวียนพลังให้ร้ายกลายเป็นดี

แต่ถ้าหน้าต่างมากเกินไป เช่น หน้าต่าง 3 ประตู 1 สัดส่วนของหน้าต่างสมัยนี้มักจะมีมากกว่าประตู เพราะส่วนมากใช้กระจกใสแทนฝา ทำให้ครอบครัวไม่อบอุ่น ลูกหลานไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ ชอบขัดคำสั่ง หรือโต้แย้งด้วย หน้าต่างคือปากของเด็ก ใช้ผ้าม่านทึบปิดหน้าต่าง เพื่อให้สมดุลหรือติดกระจกเงาที่ประตูเพื่อให้มีภาพสะท้อนของประตูเพิ่มจำนวนประตูที่น้อยกว่า

ประตูอยู่ตำแหน่งซ้ายมือของบ้าน เป็นประตูเศรษฐี ความมั่งคั่ง ร่ำรวย จะมีได้รวดเร็ว ผู้หญิงควรเป็นใหญ่ในบ้าน การทำธุรกิจกับคนมีฐานะดี ไม่ควรนำรองเท้ามาวางไว้ตรงหน้าประตู เพราะจะทำให้เสียเงินซื้อแต่รองเท้าราคาแพง ควรมีต้นไม้สีเขียวโตเร็ว หรือวางวัตถุสิ่งของที่เป็นโชคลาภ เช่น ฮก ลก ซิ่ว กำไลหยก (ปลอม) เหรียญโบราณ



ประตูอยู่มุมขวามือของบ้าน
ประตูสมรส ครอบครัวมีความสุข แม่บ้านห่วงใยลูกหลานและมีน้ำใจดี กับคนรอบข้างมีแขกมาติดต่อ เยี่ยมเยียนเสมอ เหมาะกับงานสื่อสารสิ่งพิมพ์ งานบริการทุกประเภท ตกแต่งด้วยแจกันดอกไม้สดใส รองเท้าจัดวางไว้อย่าให้รกรุงรัง คุณจะมีแต่เรื่องรกสมองอยู่เสมอ

>ประตูบ้าน…. ศาสตร์แหงฮวงจุ้ยที่ไม่ควรมองข้าม

อ.มาโนช ประภาษานนท์

“ประตูบ้าน” ในทางฮวงจุ้ยถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ฮวงจุ้ยว่าดีหรือไม่ดี เพราะถือว่า ประตูเป็นด่านแรกที่พลังชี่จะไหลผ่านเข้าสู่บ้าน ถ้าเสียตั้งแต่ทางเข้าแล้ว ต่อให้ภายในจัดได้ดีแค่ไหน ก็ไม่เกิดประโยชน์

การพูดถึงประตูบ้าน จะหมายถึง “ประตูรั้ว” กับ “ประตูเข้าบ้าน” จะต้องพิจารณาทั้งสองประตูนี้ ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะทั้งสองประตูเป็นด่านแรกในการรับพลังชี่เข้าสู่บ้าน การวางตำแหน่งของประตูบ้าน จะมีหลักเกณฑ์มากมาย ลองมาดูสิว่า มีข้อบัญญัติอะไรบ้าง

1. วางประตูรับกระแสวิ่งเข้า
การกำหนดตำแหน่งของประตู โดยเฉพาะประตูรั้ว จะต้องดูกระแสวิ่งเข้าเป็นหลัก โดยในตำราฮวงจุ้ยจะระบุเอาไว้ว่า “กระแสวิ่งซ้าย ให้เปิดประตูด้านขวา กระแสวิ่งขวา ให้เปิดประตูด้านซ้าย” หลักการพิจารณากระแสวิ่งเข้า ก็ไม่ยากครับ ให้นึกถึงเวลาขับรถ กระแสที่วิ่งเข้าก็คือ กระแสที่รถวิ่งเข้าสู่ตัวบ้าน นั่นเอง

2. ประตูอยู่ตำแหน่งมังกร
ถ้านำหลักเสือขาว-มังกรเขียว มาพิจารณา ตำแหน่งประตูเข้าบ้าน (ประตูรั้ว) จะต้องอยู่ด้านซ้ายของบ้านเสมอ เพราะตำราฮวงจุ้ยจะถือว่า ตำแหน่งมังกรเป็นตำแหน่งใหญ่ การทำเป็นประตูทางเข้าถือว่าเป็นมงคล จะดีกว่าการเปิดประตูทางเข้าในตำแหน่งเสือขาว หรือด้านขวาของบ้าน แต่หลักนี้ไม่ใช่หลักตายตัว ยังไงต้องดูกระแสวิ่งเข้าประกอบด้วยี

3. ประตูเข้าอยู่กลาง
การวางตำแหน่งประตูทางเข้าบ้าน ไว้ตรงกลางจะเหมาะกับบ้านหลังใหญ่เท่านั้น เพราะหลักฮวงจุ้ยจะห้ามเอาไว้ว่า กระแสที่วิ่งมาจากประตูทางเข้า ห้ามชนตัวบ้าน ถ้าบ้านมีพื้นที่น้อย แล้ววางประตูอยู่ตรงกลาง โอกาสที่จะกระแสจะวิ่งชนตัวบ้านก็มีสูง

4. ประตูรั้วห้ามตรงกับประตูบ้าน
เมื่อได้ตำแหน่งของประตูรั้วแล้ว การพิจารณาประตูเข้าสู่ตัวบ้าน จะต้องเลือกวางประตูไม่ให้ตรงกับประตูรั้ว เพราะเป็นกฎข้อห้ามในทางฮวงจุ้ย เนื่องจากกระแสจะวิ่งเป็นเส้นตรงเข้าสู่ตัวบ้าน ถือเป็นกระแสที่ร้าย ห้ามวางอย่างเด็ดขาด ตำแหน่งที่ดีก็คือ ประตูเข้าบ้าน จะต้องอยู่เฉียงกับประตูรั้ว

5. บริเวณหน้าประตูต้องโล่ง
หน้าประตูใหญ่เข้าบ้าน ถ้าเป็นสนามหรือมีที่โล่ง จะถือว่าดีมาก เพราะบริเวณที่โล่งหน้าประตูบ้านก็คือ “เหม่งตึ้ง” หรือลานรับพลัง นั่นเอง ตำราฮวงจุ้ยเขียนไว้ชัดว่า หน้าประตูห้ามอุดตัน หรือมีสิ่งปิดบัง เช่น ต้นไม้ใหญ่ บริเวณหน้าประตูที่ดีจะต้องให้แสงแดดส่องถึง มีลมพัดผ่านได้ดี บ้านนั้นก็จะรับแต่สิ่งดีๆเข้าบ้าน

6. หลีกเลี่ยงการวางตำแหน่งประตูอยู่ข้างบ้าน
แบบบ้านส่วนใหญ่ มักวางตำแหน่งประตูเข้าบ้านให้หันมาหน้าบ้าน มากกว่าจะวางประตูเข้าไว้ทางด้านข้างของบ้าน ประตูที่หันหน้าไปสู่ถนนหน้าบ้าน จะรับกระแสเข้าได้ดีกว่า

7. ประตูเข้าบ้านห้ามมี 2 ประตู
นี่เป็นกฎข้อห้ามอีกข้อหนึ่ง เพราะในทางฮวงจุ้ยถือว่า การมีประตูทางเข้าบ้าน 2 ประตู เท่ากับมี 2 ปาก จะเก็บทรัพย์ไม่อยู่

8. ขนาดของประตูต้องสมดุลกับตัวบ้าน
ประตูจะใหญ่จะเล็ก ต้องขึ้นอยู่กับตัวบ้านเป็นหลัก ประตูถ้าเล็กเกินไป ทำให้กระแสชี่ไหลเข้าไม่สะดวก ถ้าประตูใหญ่เกินไป กระแสชี่ก็จะกระจายออก เก็บรักษาชี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทำให้พอดีกับขนาดของบ้านก็แล้วกัน แต่ส่วนใหญ่ประตูเข้าบ้านถ้ามีขนาดใหญ่จะดีกว่าเล็ก และมักทำเป็นประตูเปิดแบบสองบาน มากกว่าประตูบานเดียว

9. การกำหนดทิศของประตู
การที่ประตูจะหันไปทิศทางไหนดีนั้น ในทางฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่า ให้พิจารณาชัยภูมิให้ถูกต้องเสียก่อน ไม่ใช่เอาทิศมาเป็นตัวกำหนด ทิศของประตูที่ดีในตำราบอกว่า ทิศใต้ดีที่สุด เพราะทิศใต้เป็นทิศของทรัพย์หรือโชคลาภ นอกจากนี้ยังเป็นทิศทางลมที่ดีอีกด้วย

รองลงมาก็เป็นทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของมังกร เป็นทิศที่แสงจะส่องตอนเช้า ส่วนทิศไม่ดีก็คือทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศที่นำโรคภัยมาให้ เพราะเป็นทิศอับลม ฤดูหนาวก็นำลมแห้งแล้งมาสู่บ้าน มีแต่เรื่องเจ็บป่วยตลอดปี ส่วนทิศตะวันตก แดดส่องเข้าประตูในตอนบ่าย ทำให้บ้านร้อน

10. ประตูควรเปิดเข้าหรือเปิดออก
โดยธรรมชาติแล้ว การเปิดประตูในลักษณะเปิดเข้าย่อมดีที่สุด เพราะกระแสจะไหลอย่างราบรื่น แต่ในปัจจุบันประตูบ้านส่วนใหญ่จะเปิดออก เพราะต้องทำประตูเหล็กดัดอีกชั้นหนึ่ง ถ้ามองประเด็นนี้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรมากถ้าประตูจะเปิดออก เรื่องความปลอดภัยน่าจะสำคัญมากกว่าความสะดวกในการเข้าบ้าน

ผมว่าเอาแค่ 10 ข้อก่อนนะครับ ความจริงยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมาก แต่ผมว่าเอาหลักๆ ให้ถูกเสียก่อน เพราะบางคนชอบเอาเรื่องเล็กๆ ปลีกย่อยมาเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เสียเรื่องหลักไป

อย่าลืมว่า เรื่องประตูบ้านถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด เพราะถ้า ทางเข้าไม่ถูกหลักเสียแล้ว สิ่งดีๆทั้งหลายจะไหลเข้าบ้านได้อย่างไร จริงไหมครับ?

ขอบคุณแหล่งที่มา

www.homedd.com


ประตูรั้วกับประตูบ้านตรงกัน ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงในทางฮวงจุ้ย


การวางตำแหน่งประตูรั้วตามกระแสชี่ที่วิ่งเข้าสู่ตัวบ้าน

> ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย บ้านที่ประตู-หน้าต่างเยอะ..เงินไหลออกจริงหรือ..?

เอื้อเฟื้อแบ่งปันเนื้อหาสาระโดย อ.มาโนช ประภาษานนท์
“บ้านหลังหนึ่ง ควรมีประตูกี่บานถึงจะดี เห็นตำราบอกว่า ห้ามมีมากเงินจะไหลออก จริงหรือเปล่า”

คำถามนี้ ถ้ามองแค่ในตำราฮวงจุ้ยก็ต้องตอบว่า จริงครับ แต่ถ้ามองในการนำมาใช้กับเมืองไทยบ้านเรา ก็ต้องบอกว่า ไม่จริงครับ หลายคนอาจจะทำหน้างง ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่า ข้อบัญญัติในทางฮวงจุ้ยเกี่ยวกับเรื่องของประตู หน้าต่าง กำหนดไว้จริงไม่ให้มีมากเกินไป
เหตุผลก็คงเป็นเรื่องการไหลเวียนของชี่ภายในบ้าน เพราะประตูเป็นช่องผ่านของชี่ เส้นทางเดินของชี่ภายในบ้าน ก็เปรียบเสมือนเส้นเลือดภายในร่างกายของคนเรา ถ้าวางได้ดีและถูกต้อง กระแสการไหลเวียนภายในบ้าน ก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด เดินเข้าออกอย่างสะดวก คนในบ้านนั้นก็อยู่กันอย่างสบาย

ระบบการไหลเวียนภายในบ้าน ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก บ้านที่กระแสชี่ไหลเวียนไม่ดี ย่อมส่งผลกระทบต่อคนในบ้านได้ เสมือนคนที่เลือดลมภายในร่างกายเดินไม่ดี ก็จะต้องเจ็บป่วยไม่สบายเป็นธรรมดา คำว่า “ชี่” ในที่นี้ ก็หมายถึง “ลม” นั่นเอง
บ้านที่มีประตูหน้าต่างเยอะ จะรับลมเข้ามาบ้านเยอะตามไปด้วย ถ้าเป็นบ้านในเมืองจีน ก็ถือว่าไม่ดีเพราะเป็นลมหนาวเสียส่วนใหญ่ ทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย ต้องเสียเงินเสียทองเป็นค่ายารักษา นี่คือเหตุผลที่ตำราบอกว่า เงินไหลออกครับ แต่ถ้าเป็นเมืองไทยล่ะ อากาศส่วนใหญ่จะร้อน เพราะฉะนั้น การมีประตูหน้าต่างเยอะเพื่อรับลม จึงได้ประโยชน์ครับ อย่างบ้านทรงไทยของเรา มีหน้าต่างรอบบ้าน แถมใต้ถุนยังโล่งอีกต่างหาก เรียกว่ารับลมกันเต็มๆ อยู่สบายครับ

หลักฮวงจุ้ย จะมีข้อบัญญัติในการกำหนดตำแหน่งของประตู หน้าต่าง เอาไว้ ลองมาดูสิว่า ตำราว่าไว้อย่างไร บ้านทุกหลัง จะต้องมีประตูหลังบ้านเสมอ ในทางฮวงจุ้ยถือว่า บ้านที่ไม่มีประตูหลัง จะก่อสภาพอุดตัน เพราะกระแสชี่ไม่สามารถไหลเวียนจากหน้าบ้านไปหลังบ้านได้ ถ้าเปรียบเทียบในเชิงตรรกะวิทยา บ้านที่ไม่มีประตูหลัง ลมที่พัดเข้าหน้าบ้าน ไม่สามารถหมุนเวียนภายในบ้านได้เลย เพราะการที่ลมจะหมุนเวียนได้นั้น จะต้องมีทางเข้าและทางออก เมื่อลมไม่สามารถไหลเวียนได้ทั่วบ้าน ก็จะทำให้บ้านอับ ส่งผลกระทบในเรื่องสุขภาพของคนในบ้านได้ง่าย นั่นเอง

ประตูห้ามวางตรงกัน กรณีของประตูตรงกัน ถือเป็นข้อบัญญัติพื้นฐานในทางฮวงจุ้ยอยู่แล้ว เหตุที่ห้ามเอาไว้ก็เพราะ ประตูที่ตรงกัน จะทำให้กระแสชี่ (ลม) วิ่งเป็นเส้นตรง ลมจะพัดเข้าบ้านแรงกว่าปกติ ทำให้ลมสามารถกระจายไปทั่วบ้านได้

(ตัวอย่างการวางประตูที่ผิดหลักฮวงจุ้ย)
หลักฮวงจุ้ย จะต้องไหลอย่างคดเคี้ยว และไหลเวียนได้ทั่วทุกห้องตำแหน่งประตูที่ดี จึงควรอยู่ในลักษณะที่ทแยงมุมกัน ถ้าประตูเกิดตรงกันก็สามารถใช้ฉากมากั้นระหว่างประตู เพื่อกำหนดเส้นทางให้กระแสชี่ไหลหลบฉากกั้นไม่พุ่งเป็นเส้นตรง การไหลเวียนของชี่ก็สามารถกระจายไปทั่วบ้านได้

ประตูออกสู่ตัวบ้าน ไม่ควรมีมากเกินไป การกำหนดตำแหน่งของประตูแต่ละจุด จะต้องให้สัมพันธ์กับการไหลของชี่ด้วย ถ้าประตูมีมากหลายจุด ก็จะทำให้กระแสชี่ไหลออกนอกบ้านเร็วเกินไป ศัพท์ทางฮวงจุ้ยจะบอกว่า “เก็บทรัพย์ไม่อยู่” เพราะมีช่องรั่วไหลมาก นั่นเอง กรณีนี้ก็อย่างที่ผมอธิบายไปแล้ว

การวางตำแหน่งของประตูหรือหน้าต่างภายในบ้าน จะต้องพิจารณา โดยการดูทางลมเป็นสำคัญ เพราะช่องประตูและหน้าต่างเป็นตัวเปิดรับลมให้เข้าบ้านโดยตรง ขนาดของบ้านก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดช่องของประตูหน้าต่าง บ้านหลังใหญ่ก็ควรมีมากพอ

บางคนไปกังวลกับเรื่องนี้มากเกินไป ไม่กล้าเจาะช่องประตูมาก กลัวเงินรั่วไหลอย่างที่ตำราบอกเอาไว้ จนบางทีทำให้ความสมดุลภายในบ้านเสียไป การใช้สอยพื้นที่ภายในบ้านไม่สะดวก ต้องเดินอ้อมเพราะมีประตูน้อย บ้านอุดตัน อับทึบ ไม่มีลมวิ่งผ่านเลย

เพราะฉะนั้น จำนวนของประตูหน้าต่างจะมีมากหรือน้อย ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ให้พิจารณาเรื่องการไหลเวียนของอากาศภายในบ้าน และการใช้สอยเป็นหลัก ก็แล้วกันครับ?

Leave a comment »

หายหวัด….ด้วยฟ้าทะลายโจร

  • แก้หวัด..ด้วยฟ้าทะลายโจร

เป็นหวัดมาจะครบเดือนแล้วไม่อยากเป็นหวัดข้ามปี กินยาแผนปัจจุบันมาหลายชุดแล้วไม่หายซะที ได้ฟ้าทะลายโจรนี่แหละ กินร่วมกับยาละลายเสมหะ เช้านี้ตื่นมาก็โอเคนะช่วงนี้ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย  ทุกคนมีโอกาสเป้นโรคหวัดได้ง่าย วันนี้ก็เลยถือโอกาส เขียนบล็อกเรื่องของฟ้าทะลายโจรซึ่งมีสรรพคุณบรรเทาอาการหวัดได้ ไปดูกันเลยค่ะ

ฟ้าทะลายโจร ยาที่มีความหมายในตัวเองไม่น้อย เพราะแม้แต่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าฟ้าประทานมาให้ปราบโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือน เหล่า โจรร้าย ส่วนในภาษาจีนกลาง ยาตัวนี้มีชื่ออย่างเพราะพริ้งว่า “ชวนซิเหลียน” แปลว่า “ดอกบัวอยู่ในหัวใจ” ซึ่งมีความหมายสูงส่งมาก วงการ แพทย์จีนได้ยก ฟ้าทะลายโจรขึ้นทำเนียบ เป็นยาตำราหลวงที่มีสรรพคุณโดดเด่นมากตัวหนึ่ง ที่สำคัญคือสามารถใช้เป็นยาเดี่ยวเพียงตัวเดียวก็มี ฤทธิ์แรงพอ ที่จะรักษาโรคได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในสมุนไพรตัวอื่น

สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด และเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะช่วย กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย ร้อนในจะหายไป และสมุนไพรฟ้าทะลายโจรดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยัง ป้องกันตับ จากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม

ฟ้าทะลายโจร สามารถเรียกได้หลายชื่อตามพื้นที่ที่แตกต่างกัน คือ หญ้ากันงู (สงขลา) น้ำลายพังพอน ฟ้าละลายโจร (กรุงเทพฯ) ฟ้าสาง (พนัสนิคม) เขยตายยายคลุม สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) เมฆทะลาย (ยะลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) ฟ้าทะลาย น้ำลายพังพอน คีปังฮี ซีปังกี ชวนซินเหลียน ชวงซิมไน้ ยากันงู, สามสิบดี, ฉีกะฉาว, Creat, Green chireta, Kalmegh, King of bitters, Kirayat

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-2 ศอก ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบเรียวกว้างประมาณ 1 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อเล็กๆ สีขาว มีรอบประสีม่วง แดง กลีบดอกด้านบนมี 3 หยัก ด้านล่างมี 2 หยัก ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ต้นและใบมีรสขมมาก ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ ราก ใบ ทั้งต้น

การปลูก
ใช้เมล็ดโรยลงดิน กลบดินไม่ต้องลึกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม มักนิยมปลูกตอนต้นฤดูฝน ไม่ชอบแดดจัดมาก หากอยู่ในที่แจ้งต้นจะเตี้ยใบเล็กหนา และในที่ร่มต้นจะสูง ใบใหญ่แต่บาง ควรปลูกในที่ไม่ร่มและไม่แจ้งนัก ในฤดูฝนไม่จำเป็นต้องรดน้ำ แต่ในฤดูแล้งควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ ถ้าปลูกขึ้นได้หนึ่งต้นจนมีฝักแก่ เมล็ดจะกระจายออกไปขึ้นทั่วจนต้องถอนทิ้งบ้าง

การเก็บเกี่ยว
ช่วงที่พืชออกดอกนับตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50 % เพื่อให้มีปริมาณสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110-150 วัน

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
การทำความสะอาด นำฟ้าทะลายโจรมาล้างน้ำให้สะอาดตัดให้มีความยาว 3-5 ซม. ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาเกลี่ยบนกระด้งหรือถาดที่สะอาด
การทำให้แห้ง อบที่อุณหภูมิ 50 C. ใน 8 ชั่วโมงแรก ต่อไปใช้อุณหภูมิ 40-50 C. อบจนแห้งสนิท หรือตากแดดจนแห้งสนิท ควรคลุมภาชนะด้วยผ้าขาวบาง

สารสำคัญ
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์ปีนแลคโตน (diterpene lactones) หลายชนิด ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดกราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydroandrographolide) วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดีควรมีปริมาณแลคโตนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่ต่ำกว่า 6 % ไม่ควรเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นาน ๆ เพราะปริมาณสารสำคัญจะลดประมาณ 25 % เมื่อเก็บไว้ 1 ปี

ผลการศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลอง พบว่า สารสกัดหรือสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ ทางยาหลายประการ ดังนี้
1.
ฤทธิ์ลดการบีบหรือหดเกร็งตัวของทางเดินอาหาร
2.
ฤทธิ์ลดอาการท้องเสีย โดยทำให้การสูญเสียน้ำทางลำไส้จากสารพิษของแบคทีเรียลดลง
3.
ฤทธิ์ลดไข้และต้านการอักเสบ
4.
ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
5.
ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซทตามอล หรือเหล้า
6.
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
7.
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด

การรักษาโรค….

1. รักษาอาการไข้เจ็บคอ (Pharyngotonsillitis)
ผู้ป่วยที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัม/วัน หรือพาราเซทตามอล 3 กรัม / วัน หายจากไข้ และอาการเจ็บคอได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัม / วัน อย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 3 หลังรักษา แต่ผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกันในวันที่ 7

2. การรักษาโรคอุจจาระร่วงและบิดแบคทีเรีย (Bacilliary dysentery) ผู้
ป่วยที่ได้รับฟ้าทะลายโจรทั้งขนาด 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง และขนาด 1 กรัม ทุก 12 ชั่วโมง เทียบกับยาเตตร้าซัยคลิน พบว่า สามารถสามารถลด จำนวนอุจจาระร่วง (ทั้งความถี่และปริมาณ) และจำนวนน้ำเกลือที่ให้ทดแทนในการรักษาโรคอุจจาระและบิดแบคทีเรียได้อย่างน่าพอใจ ลดการสูญเสียน้ำ ได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ยาเตตร้าชัยคลิน

3. การศึกษาประสิทธิผลในการบรรเทาอาการหวัด (Common cold) ผลการทดลองให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่ควบคุมให้มีปริมาณของแอนโดกราโฟไลด์ และดีออกซีแอนโดรกราไฟไลด์รวมกันไม่น้อยกว่า 5 มิลลิกรัม /เม็ด ครั้งละ 4 เม็ด วันละ 3 เวลา ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด พบว่า วันที่ 2 หลังได้รับยา ความรุนแรงของอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญและในวันที่ 4 หลังได้รับยา ความรุนแรงของทุกอาการได้แก่ อาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับ เจ็บคอ ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจร น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ

4. แก้ไข้ กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส
ให้ฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา

5. ไข้ไทฟอยด์
ใช้ฟ้าทะลายโจร 2 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร เป็น เวลา ๓ สัปดาห์ หลังจากนั้น ควรกินยาบำรุงฟื้นกำลังผุ้ป่วย ฟ้าทะลายโจร จะทำลายเชื้อไทฟอยด์ ที่ฝังตัว อยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำเหลือง ในผนัง ลำไส้เล็ก ลำไส้ที่เป็นอัมพาตอยุ่เดิม ก็เริ่มทำงาน ฟ้าทะลายโจร ยังเร่งตับ ให้สร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร

6. โรคตับ
ให้ฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และควร ให้ยาบำรุงร่วมด้วย หลังจากฟื้นไข้แล้ว

7. งูสวัด
ให้ฟ้าทะลายโจรกิน 2-3 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะอยู่นาน 3 สัปดาห์ ถ้าให้ฟ้าทะลายโจร ครบตามเวลา งูสวัดจะไม่กลับมาเป็นอีก ส่วนตุ่ม แผลพุพอง ใช้ยาเสลดพังพอนทา หรือใช้ว่านนาคราช หรือใบจีกรนารายณ์ ตำใส่สุรา ใช้ทาหรือพอกก็ได้

8. แผลโรคเบาหวาน
ฟ้าทะลายโจร รักษาแผลอักเสบเนื่องจากเบา หวานได้ เพระาฟ้าทะลายโจร ทำไห้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ใช้ทั้งกิน ทั้งทา

9. ริดสีดวงทวาร
ให้กินฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน อาการเลือดออก หรือปวดถ่วงจะหายไป และ ถ่ายได้ สะดวกเป็นปกติ

10.แก้เบาหวาน
ใช้ต้นฟ้าทะลายโจร และว่านเอ็นเหลือง กระชาย ทำเป็นยาเม็ดกิน

ตำหรับยาและวิธีการนำไปใช้

1.ใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างสะอาด สับเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้งแก้เจ็บคอ ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้ 2-3 กำมือ

2.ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาดผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทาน ครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

3.ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูป ยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในรูปยาแคปซูล

4.ยาทิงเจอร์หรือยาดองเหล้า เอาผงแห้งใส่ขวด แช่สุราที่แรง ๆ เช่น สุราโรง 40 ดีกรี ถ้ามี alcohol ที่รับประทานได้ (Ethyl alcohol) จะดีกว่าเหล้า แช่พอให้ท่วมยาขึ้นมาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน จึงกรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ในขวดให้สะอาดปิดสนิท รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร

5. ยาผงใช้สูดดม คือเอายาผงที่บดละเอียด มาใส่ขวดหรือกล่องยา ปิดฝาเขย่าแล้วเปิดฝาออก ผงยาจะเป็นควันลอยออกมา สูดดมควันนั้นเข้าไป ผงยาจะติดที่คอทำให้ยาไปออกฤทธิ์ที่คอโดยตรง ช่วยลดเสมหะ และแก้เจ็บคอได้ดี วิธีที่ดีกว่านี้คือวิธีเป่าคอ กวาดคอ หรือรับประทานยาชง ตรงที่คอจะรู้สึกขมน้อยมาก ไม่ทำให้ขยาดเวลาใช้ ใช้สะดวกและง่ายมาก ประโยชน์ที่น่าจะได้รับเพิ่มก็คือ ผงยาที่เข้าไปทางจมูก อาจจะช่วยลดน้ำมูก และช่วยฆ่าเชื้อที่จมูกด้วย ขนาดที่ใช้ สูดดมบ่อย ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง ถ้ารู้สึกคลื่นไส้ให้หยุดยาไปสักพัก จนความรู้สึกนั้นหายไป จึงค่อยสูดใหม่

ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ฟ้าทะลายโจรสำหรับแก้เจ็บคอในกรณีต่าง ๆ ต่อไปนี้
1. ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A
2.
ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคไตอักเสบเนื่องจากเคยติดเชื้อ Streptococcus group A
3.
ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค
4.
ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย และมีอาการรุนแรง เช่น มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น

ข้อควรระวัง
1. ฟ้าทะลายโจรอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ปวดเอว หรือวิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ในผู้ป่วยบางราย หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร
2.
หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรง
3.
หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์
4.
สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจร
5.
ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกินไป เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป .

ขนาดที่ใช้และวิธีใช้
รับประทานครั้งละ 1,500 – 3,000 มิลลิกรัม ของผงยาวันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน (จำนวนเม็ดหรือแคปซูลที่รับประทานแต่ละครั้งให้ ปรับตามขนาดของผงยาที่บรรจุในแต่ละเม็ด)

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : gimyong.com , sanook.com, pantown.com, www.rspg.or.th,  ilikeyou, w-t

Leave a comment »

เทศกาลกินเจ

ใกล้ถึงเทศกาลกินเจอีกแล้ว ปีนี้เริ่มต้นวันที่8 ต.ค.53 แม่ชอบเรียกวันแรกว่าเป็นวันชิวอิก 

ตอนแม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่ทานเจทุกปีเคร่งครัดมากด้วย

ต้องแยกกะทะ หม้อ และชุดจานชามต่างหากเลย เราก็ทานตามแม่ทุกปี

แต่ไม่ค่อยได้ทานจนครบ 10 วันหรอกนะ ตะบะแตกซะก่อนเรื่อยเลย แย่จัง บุญไม่มี บารมีไม่เกิด

เป็นคนบาปต่อไป วันนี้ได้ไปอ่านเจอประวัติความเป็นมาของเทศกาล

เลยอยากเอาความรู้นี้มาบันทึกเก็บไว้คะ เผื่อใครมาอ่านก็อาจจะเป็นการสร้างบุญได้บ้างคะ

 

เทศกาลกินเจ                                      

ประวัติความเป็นมา  

เทศกาลกินเจ จริงๆแล้วเป็นช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์ 10 วัน แด่ คน 9 คน ซึ่งเป็นชาวฮั่นที่ได้ทำการ ปฏิวัติต่อต้านพวกแมนจูแต่ไม่สำเร็จจึงถูกประหารชีวิตโดยการตัดคอและโยนลงสู่แม่น้ำหลังจากนั้นก็มีเจ้ามารับวิญญาณทั้ง 9 ไป ชาวจีนจึงยกย่องให้ชายทั้ง 9 เป็นเจ้าแห่งเทศกาลกินเจ เมื่อถึงเทศกาลกินเจก็คือการไว้ทุกข์ให้บุคคลทั้ง 9 คน ซึ่งเราเรียกกันว่า เจ้า วันกินเจก็จะไม่ตรงกันทุกปีถ้าจะดูจากปฏิทินของไทย แต่ถ้านับจากปฏิทินจีน 1 เดือนก็จะมี 29 – 30 วัน จะไม่มีวันที่ 31 วันกินเจวันแรกจะตรงกับวันสุดท้ายของเดือนที่แปดนับจากปฏิทินจีนถ้าดูจากปฏิทินจีนเทศกาลกินเจก็จะตรงกันทุกปี

  สีที่ใช้

เมื่อสมัยก่อนนั้นจะใช้ได้แต่สีขาวสีเดียว คือ ต้องแต่งกายสีขาวห้ามมีลาย ห้ามแต่งหน้า ทำผม รวบผมก็ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการไว้ทุกข์แต่ปัจจุบันความเชื่อพวกนี้ก็้เริ่มเลือนหายไปแล้ว เนื่องจากลืมกันไปว่าเทศกาลกินเจ คือช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์ พักหลังก็ได้อนุญาตให้ใช้สีเหลืองได้อีกสีเพราะ ถือว่าสีเหลืองคือสีของเจ้า แต่คนที่เคร่งครัดจริงๆ ก็ยังใส่แต่สีขาวอย่างเดียว

    อาหารที่ทานได้

ก็จะเป็นผักแต่ไม่ทุกชนิดยกเว้นผักที่มีกลิ่นฉุน ทานแล้วมีกลิ่นปาก เช่น ผักชี, ผักกุยช่าย, ต้นหอม, กระเทียม ส่วนผลไม้ สามารถรับประทานได้ทุกชนิด และงดเว้นเนื้อสัตว์ทุกชนิดแต่บางคนรับประทานหอยนางรม สาเหตุทานได้เพราะหอยนางรมเคยช่วยชีวิต เจ้าแม่กวนอิมเอาไว้ เรื่องมีอยู่ว่าวันนั้นเจ้าแม่กวนอิมเดินทางแล้วรู้สึกหิวมากเหมาะกับเจอทะเลจึงเอ่ยไปว่าตอนนี้หิวมากจะมีสัตว์อะไรที่สามารถทานได้บ้าง หอยนางรมจึงลอยขึ้นมาให้เจ้าแม่กวนกิมได้ทาน บางคนจึงนับหอยนางรมเป็นอาหารเจด้วยและที่แปลกคือหอยนางรมนั้นไม่มีเลือด ปัจจุบันก็ได้มีการทำอาหารเลียนแบบโดยใช้แป้งทำเป็น หมู เป็ด ไก่ มีรสชาดไม่แตกต่างไปจากเนื้อสัตว์ 
    เพื่อนเจ
เพื่อนเจเราจะเรียกว่า แจอิ๊ว ก็หมายถึงเพื่อนที่กินเจ เวลาร้านค้าเรียกลูกค้าในวันนั้นก็จะเหมารวมคนใส่ชุดขาวว่า แจอิ๊ว ไปทั้งหมด
  ไหว้เจ้า

ในการไหว้เจ้าถ้าเป็นศาลเจ้าเขาก็จะมีแบ่งว่าถ้าไม่ได้กินเจหรือแต่งกายให้เหมาะสมก็จะไม่สามารถเข้าไปไหว้ข้างในศาลเจ้า ไหว้ได้เฉพาะข้างนอกเท่านั้น ของที่ใช้ไหว้ก็ไม่ต่างจากไหว้ทั่วไปเท่าไรแต่ก็จำกัดบ้าง คือ เทียน จะต้องเป็นสีเหลืองเท่านั้น ส่วนธูป ก็ใช้เหมือนปกติ

    การเวียนเทียน   

จะไม่ได้เดินวน 3 รอบ ธรรมดาทั่วไป แต่จะเดินเป็นอักษรจีนซึ่งแต่ละตัวก็คือคำพรแล้วคำก็ไม่ใช่ คำเดิมเสมอไป เพราะแล้วแต่การขอของเจ้าภาพในปีนั้น

  ถ้วยชาม
หากเป็นสมัยก่อนแล้วถ้วยชามที่ใช้ในเทศกาลกินเจก็จะมีชุดใหม่ซึ่งไม่ปนกับชุดที่ใช้อยู่ทุกวัน บางบ้านก็จะมีการทำความสะอาดบ้านเพื่อตอนรับเทศกาลกินเจ

  เต่ารู้บุญคุณ

เมื่อปล่อยเต่าไปแล้วรอสักพักก่อน ลองสักเกตดูสักนิดเต่าที่ปล่อยไปจะว่ายกลับมาเอาหัวโผล่เหนือน้ำขึ้นมาขอบคุณแล้ว  ค่อยว่ายน้ำจากไปฉะนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ส่วนใหญ่จึงชอบปล่อยเต่ามากกว่าสัตว์อย่างอื่น 
 
10 วันของเทศกาลกินเจ
ก็จะมีวันสำคัญอยู่ประมาณไม่กี่วันซึ่งจะอธิบายแต่วันหลักๆ แล้ววันเหล่านี้แต่ละศาลเจ้าก็จะไม่ตรงกัน แล้วแต่การดูเลิกยาม ณ ที่นี้ อิงกับศาลเจ้าเจาซือกง ( ตลาดน้อย ) เป็นหลัก

 

วันแรก    แต่ละศาลเจ้าก็จะดูเลิกยามว่าจะเชิญเจ้ามาเวลาไหน แต่ยังไงก็ไม่เกิน 12.00น. จะทำการเชิญเจ้ากันที่แม่น้ำโดยการใช้ ปวย ( ถ้าคุณไม่ทราบว่าเป็นยังไงลองนึกไปถึงตอนที่เข้าศาลเจ้าจะเห็น เป็นเหมือนก้อนสีแดงๆ 2 ก้อน) จะทราบว่าเจ้ามาก็ต่อเมื่อปวย 2 อันจะทำการเสี่ยงทายโดยการโยน 2 ครั้ง แล้วปรากฏว่า 1 อันหงาย อีก 1 อันคว่ำ ก็แสดงว่าเจ้าทั้ง 9 ได้เสร็จลงมาแล้วการกินเจก็จะเริ่มขึ้นแต่คนส่วนใหญ่ก็ทานกันล่วงหน้าเพื่อเป็นการล้างท้องยิ่งพวกที่ทำหน้าที่เป็นคนเชิญเจ้าด้วยแล้วบางคนที่เคร่งก็จะทานล่วงหน้ากันเป็นเดือนทีเดียว

 วันที่สี่     เป็นวันที่คนส่วนใหญ่จะมาไหว้เจ้าเหมือนกับเป็นวันนัดกันมาไหว้เจ้า

 วันที่เจ็ด   ก็เป็นวันไหว้เจ้าอีกวันแต่วันนี้จะสำคัญกว่าวันที่สี่ เพราะถือว่าเป็นการไหว้เจ้าใหญ่ ใครจะพลาดไหว้วันไหนแต่ห้ามพลาดไหว้วันนี้ ในวันนี้จะมีการซื้อเต่า , ปลาไหล , นก ฯลฯ มาไหว้ด้วย

 วันที่แปด  วันนี้จะมีการลอยกระทงด้วยไม่ต่างไปจากการลอยกระทงของคนไทย ความหมายก็ขอบคุณเจ้าแม่คงคา สำหรับน้ำที่ให้เราๆ ท่านๆ ได้ใช้ ดื่มกัน แล้วก็ให้สิ่งไม่ดีลอยไปตามน้ำ

 วันที่เก้า  จะว่าเป็นวันที่เด็กๆชอบ หรือเป็นวันที่คนเยอะสุดๆก็ว่าได้ ตอนช่วงเช้าก็จะมีพิธีทำทานหรือเรียกว่า ซิโกว เป็นการให้ทานแก่พวกผีที่ไม่มีญาติคนแก่บางคนก็เคยเห็นว่ามีวิญญาณมารับของไป (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะ) ช่วงเวลานนี้คนก็จะเยอะมากแทบเหยียบกันก็ว่าได้ไม่ทราบว่าคนพวกนี้มากจากไหนเหมือนกัน ทีเด็ดของงานก็คงเป็นตอนกลางคืนเพราะจะมีแห่มังกร ,สิงโต ,ขบวนของเด็ก และสาวๆ อันนี้เป็นแค่ทำสีสันให้คนมาเที่ยวงานเยอะๆ ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านี้

 วันที่สิบ     เป็นวันส่งเจ้ากลับ

ที่มา : สถาบัน ซีซีซี

 

Leave a comment »

พระพุทธเจ้า

Leave a comment »

พระพุทธเจ้า

การ์ตูนนิทานพระพุทธเจ้า เพื่อนส่งมาให้ดูน่ารักมากคะ ได้สาระด้วย ขอบคุณเพื่อนที่น่ารักด้วยนะคะ

Leave a comment »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.